ทำไมคนท้องไม่ควรรับประทานวิตามินเอ และ วิตามินเอ มีประโยชน์อย่างไร

 

วิตามินเอ

                ข้อเท็จจริง

วิตามินเอเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน จึงต้องการไขมันและแร่ธาตุในการดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย

ร่างกายสามารถเก็บสะสมวิตามินเอได้ ไม่จำเป็นต้องรับประทานทดแทนทุกวัน

วิตามินเอ –  เรตินอล (พบในอาหารที่มาจากสัตว์เท่านั้น)

– แคโรทีน (พบในอาหารที่มาจากพืชและสัตว์)

หมายเหตุ เบต้าเคโรทีนจะแนะนำสำหรับวิตามินเอพบว่า เบต้าแคโรทีนช่วยป้องกันมะเร็งบางชนิดได้ ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ กระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันอย่างมีประสิทธิภาพ โดยการเพิ่มจำนวนเม็ดเลือดขาวชนิดที่เซลล์ต่อสู้กับเชื้อโรคต่างๆ และเบต้าแคโรทีนยังเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจ

                วิตามินนี้ดีต่อร่างกายอย่างไร

  • ช่วยป้องกันอาการตาบอดกลางคืน เพิ่มการมองเห็นและช่วยรักษาโรคตาหลายโรค (ช่วยสร้างเม็ดสีที่มีคุณภาพไวต่อแสงในตา)
  • เสริมสร้างภูมิคุ้มกันต่อการติดเชื้อในทางเดินหายใจ
  • ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้ดี
  • ย่นระยะเวลาการเจ็บป่วยจากโรคต่างๆ
  • ลดจุดด่างดำที่ผิวหนัง
  • ส่งเสริมการเจริญเติบโต ความแข็งแรงของกระดูกและสุขภาพของผิวพรรณ ผม ฟัน และเหงือก
  • เมื่อใช้ทาผิว ช่วยรักษาสิว ริ้วรอยตื้นๆ ผิวหนังชนิดเป็นตุ่มพุพองที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย สี ชันนะตุ และแผลเปิดต่างๆ
  • ช่วยในการรักษาโรคถุงลมโป่งพองและไทรอยด์เป็นพิษ

โรคจากการขาดวิตามิน

โรคในตาแห้ง อาการตาบอดกลางคืน พบได้บ่อยจากการขาดวิตามินเกิดจากการดูดซึมไขมันบกพร่องเรื้อรัง และยังพบมากในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ เนื่องจากการรับประทานไม่เพียงพอ

แหล่งจากธรรมชาติที่ดีที่สุด

น้ำมันตับปลา ตับ แครอท ผักสีเหลือง และเขียวเข้ม ไข่ นม และผลิตภัณฑ์จากนม มาการีน และผลไม้สีเหลือง

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

โดยทั่วไปมีวางขาย 2 รูป คือ รูปที่สกัดจากน้ำมันตับปลาตามธรรมชาติ และรูปกระจายตัวในน้ำ จัดเป็นในรูปของแอซิเทต หรือปาล์มมิเทต เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่ควรทานน้ำมัน โดยเฉพาะผู้ที่เป็นสิวง่าย ขนาดที่แนะนำคือ 5,000-10,000 IU

กรดวิตามินเอแบบทา (เรตินเอ) ซึ่งใช้ในการรักษาสิวเป็นหลัก

อาการเป็นพิษและสัญญาณเตือนว่ารับประทานมากไป

ทาน 50,000/วัน เป็นเวลาหลายเดือนอาจเป็นอันตรายในผู้ใหญ่ ทาน 18,500/วัน อาจเกิดผลอันตรายในเด็กทารก

หากทานเบต้าแคโรทีนมากกว่า 34000 IU/วัน ทำให้ผิวออกเหลืองได้

อาการสะสมวิตามินเอมากเกินไป ได้แก่ ผมร่วง คลื่นไส้อาเจียน ท้องเสีย ผิวลอก ตามัว ผื่น ปวดกระดูก ประจำเดือนมาไม่ปกติ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ และตับบวมโต

ศัตรู

กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน และแคโรทีนจะทำงานขัดแย้งกันกับวิตามินเอหากมีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่ไม่เพียงพอ

คำแนะนำ

  • หากทานยาคุมกำเนิดความต้องการวิตามินเอก็จะลดลง
  • หากทานตับ แครอท ผักขม มันเทศ มากทุกวันเป็นประจำทุกสัปดาห์ ไม่จำเป็นต้องทานวิตามินเอเสริมอีก
  • ไม่ควรทานวิตามินเอกับน้ำมันสกัดจากธรรมชาติ
  • วิตามินเอช่วยป้องกันวิตามินซีจากการถูกออกซิไดซ์
  • ไม่ควรให้สุนัขหรือแมวทานวิตามินเอเสริม นอกจากแพทย์แนะนำ
  • หญิงตั้งครรภ์ไม่ควรรับประทาน

    ทั้งนี้มีผลงานงานวิจัยเชิงระบาดวิทยา ที่มีการตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์นิวอิงแลนด์ (New England Journal of Medicine) เมื่อปี 1995 (Teratogenicity of High Vitamin A Intake. New England Journal of Medicine 1995) ได้มีการวิจัยเกี่ยวกับผลของปริมาณวิตามินเอที่คุณแม่รับประทานกับความพิการของทารก จากจำนวนตัวอย่างในการเก็บข้อมูลเป็นคุณแม่ตั้งครรภ์จำนวนมากถึง 22,748 คน พบว่า คุณแม่ที่รับประทานวิตามินเอ เกินกว่าวันละ 10,000 IU ขึ้นไปจะมีอัตราการคลอดทารกที่มีความพิการมากกว่าคนทั่วไป 3.7 เท่า และพบว่ายิ่งมีการรับประทานวิตามินเอในปริมาณยิ่งสูงก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสเกิดความพิการสูงขึ้น