24 ควรรู้ก่อนนรับประทานวิตามิน

1) ทำไมถึงสนใจวิตามิน

คุณประโยชน์ที่ได้รับจากอาหารธรรมชาติในรูปของวิตามินวิตามินบีรวมและซีช่วยคลายเครียด วิตามินอีช่วยเพิ่มความแข็งแรงทนทานให้ร่างกาย และวิตามิน บี 12 ช่วยกำจัดความอ่อนล้าได้

2) วิตามินคืออะไร

วิตามินสามารถทำหน้าที่เหมือนยา และบ่อยครั้งทำหน้าที่แทนยา แต่วิตามินไม่ใช่ยา

– วิตามินคือสารอินทรีย์ที่จำเป็นต่อชีวิต วิตามินมีความสำคัญต่อการทำหน้าที่ตามปกติของร่างกาย และร่างกายไม่สามารถสร้างหรือสังเคราะห์ขึ้นมาเองได้

– ร่างกายจะคงอยู่ไม่ได้หากปราศจากวิตามินที่จำเป็นทุกชนิด

3) วิตามินทดแทนอาหารได้ไหม

หลายคนคิดว่าวิตามินทดแทนอาหารได้ แต่ไม่ใช่เช่นนั้น แท้จริงแล้ววิตามินไม่สามารถดูดซึมได้หากไม่ได้รับประทานร่วมกับอาหาร

– วิตามินไม่ใช่ยากล่อมประสาท และไม่ได้ให้พลังงานและแคลอรี่กับร่างกาย

– วิตามินไม่สามารถทดแทนโปรตีนหรือสารอาหารอื่น

4) วิตามินทำงานอย่างไร

วิตามินเป็นส่วนหนึ่งของระบบเอนไซม์ที่ทำหน้าที่คล้ายกับหัวเทียน ให้พลังงานและควบคุมการสันดาปของร่างกาย ช่วยให้เรามีเรี่ยวแรงและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

5) คุณควรรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือไม่

ทุกคนที่เคยรับประทานน้ำตาลที่ผ่านกระบวนการอุตสาหกรรม แป้งขัดขาว หรืออาหารกระป๋อง ล้วนมีภาวะขาดสารอาหารบ้างไม่มากก็น้อยขึ้นอยู่กับปริมาณของอาหารด้อยคุณค่า

ด้วยเหตุที่ร้านส่วนใหญ่มักอุ่นอาหาร 3 หรือตั้งอาหารไว้ใต้แสงไฟ หรือซื้ออาหารกลับมารับประทานที่บ้านประจำก็เสี่ยงต่อการขาดวิตามินเอ  บี 1 และ ซี  และอาหารที่ผ่านกระบวนการแปรรูปหรือดัดแปลงทางพันธุกรรม จะพบภาวะขาดแคลเซียม กรดโฟลิก และแมกนีเซียมเพิ่มขึ้นมาก

อาหารที่ผ่านกระบวนการแปรรูปมักมีสารอาหารต่ำ เช่น   ขนมปังและซีเรียล  อาหารเกือบทั้งหมดในซุปเปอร์มาร์เก็ต

6) สารอาหารคืออะไร

ไขมัน เกลือแร่ วิตามิน และน้ำ ล้วนจัดเป็นสารอาหารทั้งสิ้น สารอาหารเป็นส่วนของอาหารที่ดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย และเป็นสิ่งจำเป็นต่อสุขภาพที่แข็งแรง มีความจำเป็นต่อพลังงาน การทำงานของอวัยวะต่างๆ การเผาผลาญอาหาร และการเจริญเติบโตของเซลล์

 

 

7) ข้อแตกต่างระหว่างสารอาหารหลักกับสารอาหารรอง

สารอาหารรอง หรือ Micronutrients เช่น วิตามิน เกลือแร่ ไม่ได้เป็นตัวที่ให้พลังงานกับเราโดยตรง

สารอาหารหลัก หรือ Macronutrients เช่น คาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน เป็นตัวที่ให้พลังงาน เพียงแต่จะให้พลังงานเมื่อสารอาหารสำรองปริมาณเพียงพอ

8) สารอาหารทำงานอย่างไร

สารอาหารทำงานโดยผ่านกระบวนการย่อยอาหาร เพื่อแปลงรูปอาหารที่ผ่านปากเข้าสู่ร่างกาย สารอาหารจะถูกแยกย่อยโดยการทำงานของเอนไซม์ให้มีขนาดเล็กลงและมีโครงสร้างทางเคมีง่ายขึ้น

9) ทำความรู้จักกับระบบย่อยอาหารของคุณ

ปาก à คอหอย à หลอดอาหาร à กระเพาะอาหาร à ลำไส้เล็ก à ลำไส้ใหญ่ à ทวารหนัก

เอนไซม์ที่ใช้ในการย่อยสารอาหารเรียกว่าน้ำย่อย

ตับ à ถุงน้ำดี à ตับอ่อน

10) ว่าด้วยชื่อของวิตามิน

วิตามินต่อไปนี้เป็นที่รู้จักกันในปัจจุบัน

วิตามินเอ (เรตินอล แคโรทีน) ตระกูลวิตามินบี ได้แก่ บี 1 (ไทอะมีน) บี 2 (ไรโบฟลาวิน) บี 3 (ไนอะซิน ไนอะซินาไมด์) บี 4 (อะดีนีน) บี 5 (กรดแพนโทเทนิก) บี 6 (ไพริดอกซิน) บี 10 บี 11 ( สารกระตุ้นการเจริญหรือโกร๊ธแฟ็กเตอร์) บี 12 (โคบาลามิน ไซยาโนโคบาลามิน) บี 13 (กรดออโรติก) บี 15 (กรดแพงเกมิก) บี 17 (อะมิกตามิน) บีซี (กรดโฟลิก) บีที (คาร์นิทีน) บีเอกซ์ หรือ พามา (กรดพารา-แอมิโนเบนโซอิก PABA) โคลีนอินอซิทอล วิตามินซี (กรดแอสคอร์บิก) วิตามินดี (แคลซิ เฟอรอล ไวออสเตอรอล เออร์กอสเตอรอล) วิตามินอี (โทโคฟีรอล) วิตามินเอฟ (กรดไขมัน) วิตามินจี (เฮปาโตฟลาวิน) (เลกโตฟลาวิน ไรโบฟลาวิน) วิตามินเอช (ไบโอติน) วิตามินเค (เมนาไดโอน) วิตามินแอล (จำเป็นสำหรับการให้นมบุตร) วิตามินเอ็ม (กรดโฟลิก) วิตามินพี (ไบโอฟลาโวนอยด์) วิตามินพีพี (นิโคตินาไมด์) วิตามินพี 4 (ทร็อกซีรูทิน)  วิตามินที (สารที่เร่งการเจริญเติบโต)  วิตามินยู (สารสกัดจากน้ำกะหล่ำปลี)

11) ว่าด้วยเรื่องของแร่ธาตุ

ปริมาณสารอาหารที่แนะนำให้บริโภคได้กำหนดไว้ 7 ตัว คือ แคลเซียม ไอโอดีน เหล็ก แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส ซีลีเนียม และสังกะสี

แร่ธาตุต่างๆที่ทำงานในร่างกายเราต่างก็มีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตและการทำงานของเยื่อหุ้มเซลล์ต่างๆในร่างกาย

12) ร่างกายของคุณต้องการความสมานสามัคคี

แม้นวิตามินจะมีความสําคัญเพียงใด มันก็ไม่สามารถทำงานได้เลยหากปราศจากแร่ธาตุ ถึงแม้ร่างกายจะสังเคราะห์วิตามินบางตัวได้เอง แต่กลับไม่สามารถผลิตแร่ธาตุได้เลยซักตัว

 

 

13)  ว่าด้วยเรื่องของสารต้านอนุมูลอิสระ

ร่างกายเราผลิตอนุมูลอิสระทุกวันจากกระบวนการเผาผลาญเพื่อให้เกิดพลังงาน อนุมูลอิสระคือผลพลอยได้ที่แม้เราไม่ต้องการแต่ก็เลี่ยงไม่ได้ ความเครียดจากสภาวะแวดล้อมหรือจากร่างกายเราเอง ไม่ว่าจะเป็นมลพิษในอากาศ ควันบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ โรคภัยไข้เจ็บไปจนถึงอาหารปิ้งย่าง อายุที่มากขึ้นและการออกกำลังกายอย่างหักโหม ล้วนก่อให้เกิดอนุมูลอิสระ

เมื่อรักษาระดับปริมาณอนุมูลอิสระร่างกายเราจะสร้างสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิด ได้แก่ แคตตาเลส  โคเอนไซม์คิว 10  กลูต้าไธโอน เมลาโทนิน วิตามินเอ แอลฟาและเบต้า แคโรทีน วิตามินซี วิตามินอี กรดลิโพอิก ซิลิเนียม  ซุปเปอร์ออกไซด์ดิสมิวเทส (เอสโอดี)  และสังกะสี แต่เมื่ออายุมากขึ้นอนุมูลอิสระก็จะสะสมมากขึ้น และร่างกายสร้างสารต้านอนุมูลอิสระได้น้อยลง ส่งผลให้ความเสี่ยงต่อมะเร็งและโรคหัวใจสูงขึ้น

อาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ได้แก่ ใบแปะก๊วย สารสกัดจากเมล็ดองุ่น สารสกัดจากชาเขียว ไอโซฟลาโวน ลูทีน และไลโดมีน

14) ว่าด้วยเรื่องของสารโภชนบำบัด

สารโภชนบำบัด (Natureutical) คือสารที่สกัดจาก ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ (อาหารหรือบางส่วนของอาหาร) ที่มีผลในการรักษาโรคต่างๆ ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าผลไม่ต่างจากยา เช่น ไอโซฟลาโวนจากถั่วเหลือง มีคุณสมบัติในการต้านมะเร็ง

สารที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติสกัดจากพืช สาหร่าย และแหล่งทางชีวภาพอื่นๆ ถูกนำมาทำให้เข้มข้นขึ้น แปรรูปเป็นเม็ดอัดผง หรือแคปซูล และทุกวันนี้ได้ใช้ในการป้องกันโรคต่างๆ ตลอดจนรักษาอาการเจ็บไข้ได้ป่วยทั่วไป

ปัจจุบันมีอาหารที่เติมสารโภชนบำบัดจากพืช เช่น ขนมขบเคี้ยว เติมสารพฤกษเคมีจากถั่วเหลือง (ไฟโตเอสโตรเจน) เพื่อบรรเทาอาการร้อนวูบในผู้หญิงวัยทองและเพื่อป้องกันปัญหาต่อมลูกหมากในผู้ชาย มาการีนที่เติมสารโภชนบำบัดจากพืชสำหรับเด็กที่ไม่ยอมบริโภคผัก

15) ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโภชนาการที่น่าตื่นตาตื่นใจ

  • การสูบบุหรี่ 1 มวน ทำลายวิตามินซี ถึง 25-100 mg
  • นมที่มีวิตามินดีสังเคราะห์ (เกือบทั้งหมดที่ซื้อตามร้าน) ทำให้แมกนีเซียมในร่างกายลดลง
  • ไอศครีมฮาเกนดาสสีรสกาแฟ 1 ถ้วย มีคาเฟอีนมากกว่าโค้ก 1 กระป๋อง
  • ประชากรที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ มีควันพิษหนาแน่นจะได้รับวิตามินดีอย่างคนในชนบทได้รับ เพราะหมอกควันพิษขัดขวางการส่องผ่านของรังสี UV
  • คนสูงอายุส่วนใหญ่ไม่ได้รับวิตามินดีอย่างเพียงพอจากอาหาร และร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์ได้มากนัก
  • การดื่มเครื่องดื่มมวลเบาเพียงวันละ 1 แก้ว  เพื่อผ่อนคลายทำให้ร่างกายสูญเสียวิตามินบี 1 บี 6 และกรดโฟลิก
  • ผู้หญิงดื่มสุรามีความเสี่ยงต่อมะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้น เพราะกรดโฟลิกถูกดูดซึมได้น้อยลง
  • ร้อยละ 80 ของผู้หญิงอเมริกันมีภาวะขาดแคลเซียม
  • ผู้หญิงที่ทานยาคุมกำเนิด อาจทำให้ร่างกายขาดวิตามินบี 1 บี 6 และ บี 12 กรดโฟลิกและวิตามินซี
  • เด็กต้องการโปรตีน 5-2 เท่าของผู้ใหญ่ ต้องการในขณะที่ทารกต้องการมากกว่าผู้ใหญ่ 3 เท่า
  • ในการวิจัยเรื่องมะเร็งพบว่า วิตามินซี อี และสารที่มีชื่อว่าอินโดล ที่พบในกะหล่ำปลี กะหล่ำดาว และผักในตระกูลกะหล่ำ ล้วนเป็นสารต้านมะเร็งที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย
  • วิตามินบี 1 ช่วยรักษาอาการเมารถ เมาเรือ และเมาเครื่องบินได้
  • หากทานอาหารโปรตีนมากยิ่งต้องการวิตามิน b6 เพิ่มขึ้น
  • หัวหอม กระเทียม หัวไชเท้า และกระเทียมต้น (Leek) ต่างก็มีอัลลิซินที่มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียสามารถทำลายเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคโดยไม่ทำอันตรายต่อแบคทีเรียที่ดีภายในร่างกาย
  • แอสไพรินสามารถเพิ่มอัตราการขับออกของวิตามินซีถึง 3 เท่า
  • ถั่วพีแคนครึ่งซีกเพียง 18 ชิ้นก็ให้วิตามิน F
  • อาหารที่มีการแต่งกลิ่น สี รส หรือใส่ผงชูรสเป็นประจำอาจทำให้ประสิทธิภาพของภูมิคุ้มกันบกพร่องได้
  • ถั่วลิสงดีดมีตัวยับยั้งเอนไซม์ ย่อยโปรตีนได้ยากขึ้น
  • รำข้าวไม่จัดเป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน
  • พาต้าที่บรรจุพลาสติกอาจทำสูญเสียคุณค่าโภชนาการ
  • การเติมสารให้น้ำหายกระด้างลงในน้ำดื่ม ทำให้คุณได้รับประทานเกลือเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว
  • น้ำมันพืชที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนหรือกรดไขมันทรานซ์ส่งผลเสียต่อสุขภาพมากกว่าไขมันอิ่มตัวในเนยอีก
  • บลูเบอรี่ แบล็กเบอร์รี่ และกะหล่ำแดงหากนำไปปรุงอาหารจะดีต่อสุขภาพ
  • หอมใหญ่แบบคันสีเหลืองและแดง องุ่นแดงและบล็อกโคลี่ มีสารเครอร์ทิรทินสูง เป็นสารต้านมะเร็งและยับยั้งเซลล์มะเร็งในระยะเริ่มแรก
  • น้ำมันมะกอกและน้ำมันคาโนลา มีไขมันอิ่มตัวเชิงเดี่ยวสูง จัดเป็นอาหารต้านโรคหัวใจที่ดีที่สุด
  • การกำจัดเกลือโซเดียมออกจากร่างกายคือดื่มน้ำสะอาด 6-8 แก้วต่อวัน
  • ยาสีฟัน(มีสารที่เป็นเกร็ดขัดฟันและเกิดฟอง) เกี่ยวเนื่องกับโลกของลำไส้ เช่น โรคลำไส้อักเสบ จึงควรบ้วนปากให้สะอาด
  • ผู้สูบบุหรี่จะมีอายุสั้นลงโดยเฉลี่ย 7 ปี
  • แร่ธาตุโบรอน (พบในแอปเปิ้ล ผลองุ่น น้ำองุ่นและลูกเกด) ช่วยชะลอการสูญเสียมวลกระดูกในผู้หญิงหลังหมดประจำเดือนและช่วยรักษาฮอร์โมนเอสโตรเจนในเลือดได้ยาวนานขึ้น
  • การหลีกเลี่ยงกาแฟดำอาจช่วยป้องกันมะเร็งหลอดอาหารได้
  • แครอทช่วยป้องกันไม่ให้คราบไขมันมาเกาะที่ผนังเส้นเลือดแดง การรับประทานแครอท 1 หัวใหญ่ทุกวันช่วยให้รับวิตามินเอจากเบต้าแคโรทีนถึง 11,000 IU
  • การแปรงฟัน 1 ชั่วโมงหลังจากดื่มน้ำอัดลมทุกประเภทอาจทำให้ชั้นเคลือบผิวฟันกร่อนได้
  • การทานหอมใหญ่ครึ่งหัวทุกวันสามารถลดความเสี่ยงต่อมะเร็งได้
  • ในผลิตภัณฑ์จากมะเขือเทศจะมีสารต้านอนุมูลอิสระชื่อไลโคปีนปริมาณสูง ช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมากในผู้ชาย
  • คนส่วนใหญ่ขาดเอนไซม์ที่ช่วยนมหลังอายุ 12 ปีเป็นต้นไป
  • การรับประทานวิตามินอีเสริมอาหาร ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ
  • การรับประทานวิตามินซีเสริมอาหาร ช่วยลดความเสี่ยงเป็นต้อกระจก
  • ฟลาโวนอยด์ในองุ่นแดงมีประสิทธิภาพสูงกว่าวิตามินอี  1000 เท่า
  • กรดอะมิโนอาร์จินิน อาจช่วยให้อวัยวะเพศชายแข็งตัวได้ดี
  • ผลิตภัณฑ์อาหารฟอสฟาติดิลเซรีน  PS วันละ 100 mg ช่วยให้ลดปัญหาความจำเสื่อมตามอายุได้
  • การมีระดับของซีลีเนียมในร่างกายที่เพียงพอช่วยชะลออาการของโรคเอดส์ได้อย่างมีนัยสำคัญ
  • อาการเส้นประสาทถูกกดทับที่ข้อมืออาจเป็นอาการขาดวิตามินบี 6
  • สารต้านอนุมูลอิสระ Nsc อาจทำงานได้ดีกว่าวิตามินซีในการบรรเทาอาการหวัด
  • แมกนีเซียมมีคุณสมบัติคลายกล้ามเนื้อ

 

16) วิตามินมาจากไหน

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่รับประทาน ไม่ว่าจะเป็นแบบแคปซูล เม็ดอัด ผง หรือน้ำ มาจากอาหารเช่นกัน ถึงแม้ร่างกายสามารถสังเคราะห์วิตามินได้หลายตัว แต่ส่วนใหญ่แล้วจะใช้วิธีการสกัดจากธรรมชาติ

เช่น วิตามินเอมักมาจากน้ำมันตับปลา วิตามินบีรวมได้มาจากนี้หรือตับ วิตามินซีจะดีที่สุดหากสกัดจากโรสฮิป วิตามินอี ส่วนใหญ่จะสกัดจากถั่วเหลือง จมูกข้าวสาลี หรือข้าวโพด

 

17) ทำไมวิตามินจึงมีหลายรูปแบบ

เพราะความต้องการของแต่ละคนต่างกันไปจึงเสนอในรูปแบบที่หลากหลาย

เม็ดอัด ในรูปที่เจอบ่อยและสะดวกต่อการพกพาและรักษา

แคปเลต เป็นเม็ดอัดในรูปทรงเหมือนแคปซูลอาจมีการเคลือบด้านนอกอีกชั้นเพื่อให้แตกตัวในลำไส้ไม่แตกตัวในกระเพาะ

แคปซูล เหมือนอัดเม็ด สะดวกและรักษาง่าย พบได้บ่อยสำหรับวิตามิน ที่จะละลายในไขมัน เช่น เอ ดี อี

แคปซูลเจลาติน ทำมาจากเจลาตินจากสัตว์ ควรเก็บให้พ้นแสงในที่เย็นและแห้ง

แคปซูลมังสวิรัติ ผลิตภัณฑ์จากแป้งน้ำตาล และสารที่ก่อภูมิแพ้ ทำมาจากเซลลูโลสและเส้นใยอาหารจากพืช สามารถเก็บในอุณหภูมิห้องสูงได้โดยไม่ละลายติดกัน

ซอฟต์เจล (หรือเจลแคป) เป็นแคปซูลเจลาตินแบบนุ่ม

ผง ได้เปรียบตรงมีประสิทธิภาพเหนือกว่าและปราศจากสารปรุงแต่ง

แบบเหลว ใช้สำหรับชงผสมกับเครื่องดื่มต่างๆ

สเปรย์ในปาก ส่งข่าวสารอาหารความเข้มข้นต่ำเข้าสู่ช่องปากส่วนใต้ลิ้นโดยตรง และถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดผ่านเยื่อบุภายใน 15 นาที

เม็ดอมใต้ลิ้น เม็ดละลายใต้ลิ้นดูดซึมได้ดีกว่า

แผ่นปิดและแบบฝังใต้ผิวหนัง จะให้สารอาหารในปริมาณที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง

 

18) วิตามินแบบละลายในไขมัน vs แบบแห้งหรือแบบละลายน้ำ

สำหรับวิตามินที่ละลายในไขมัน เช่น เอ ดี อี และ เค จะมีในรูปแบบ “แห้ง” หรือแบบละลายน้ำสำหรับคนที่มักมีการเสียดท้อง

 

 

 

19) วิตามินสังเคราะห์ vs วิตามินธรรมชาติและอนินทรีย์ vs อินทรีย์

วิตามินสังเคราะห์มีเพียงกรดแอสคอร์บิกเท่านั้น แต่วิตามินซีธรรมชาติมีไบโอฟลาโวนอยด์ ซีคอมเพล็กซ์ทั้งกลุ่ม จึงส่งผลให้วิตามินซีทำงานได้มีประสิทธิภาพกว่า

วิตามินอีธรรมชาติมีโทโคฟีรอลทุกชนิด ทั้งแอลฟา บีตา (เบต้า) แกมมาและเดลต้า จึงมีประสิทธิภาพและถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ดีกว่าวิตามินสังเคราะห์ที่มีเพียงดีแอล-แอลฟาโทโคฟีรอล

ส่วนความแตกต่างระหว่างความเป็นอนินทรีย์กับอินทรีย์นั้นไม่เหมือนกับธรรมชาติ วิตามินซีทุกชนิดจัดเป็นอินทรีย์สารเพราะล้วนเป็นสารที่มีธาตุคาร์บอนเป็นส่วนประกอบ

 

20) คีเลชั่นคืออะไร

คีเลชั่น (Chelation) เป็นกระบวนการที่แรกทาสถูกเปลี่ยนให้เป็นรูปที่ย่อยและดูดซึมได้

แร่ธาตุที่ผ่านการคีเลชั่นโดยการจับเข้ากับกรดอะมิโนจะถูกดูดซึมได้ดีกว่าแบบไม่ผ่านการคีเลชั่น 3-10 เท่า

 

21) การแตกตัวช้า

วิตามินส่วนมากเป็นชนิดละลายน้ำและไม่สามารถเก็บสะสมไว้ในร่างกายได้ หากไม่มีเทคโนโลยีการทำให้แตกตัวช้ามักจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว และไม่ว่าจะรับประทานปริมาณมากเพียงใด จะถูกขับออกทางปัสสาวะในเวลา 2-3 ชั่วโมง วิตามินC ยี่ห้อ Blackmores buffered 500 mg

 

 22) สารเพิ่มเนื้อ สารยึดเกาะ หรือสารอื่นๆ ที่รับประทานเข้าไป

การเจือจาง (Diluent) หรือ สารเพิ่มเนื้อ (Filler) เป็นสารที่ไม่ทำปฏิกิริยาทางเคมีกับสารอื่นแต่ถูกเติมลงไปในเม็ดยาเพื่อเพิ่มขนาดของเม็ดให้สามารถผ่านกระบวนการอัดเม็ดได้

สารยึดเกาะ (Binder) สารที่ทำให้วัตถุดิบต่างๆ ซึ่งเป็นผงรวมกันเป็นเม็ดได้ สารที่ใช้บ่อยที่สุดคือ เซลลูโลสและเอทิลเซลลูโลส เซลลูโลสเป็นส่วนประกอบหลักของเส้นใยพืช

สารหล่อลื่น (Lubrient) สารมีความมันที่ถูกเติมเข้าไปในเม็ดยา เพื่อไม่ให้ติดกับเครื่องจักรที่ผลิต แคลเซียมสแตนเลสและซิลิกาเป็นสารที่ใช้บ่อยที่สุด ซึ่งดัดแปลงจากน้ำมันพืชธรรมชาติ ส่วนซิลิกามีลักษณะเป็นผงสีขาวมีอยู่ตามธรรมชาติ

สารช่วยการแตกตัว (Disintegrator) สารกัมอารบิกอัลจิน และอัลจิเนต ถูกเติมลงไปในเม็ดยาเพื่อให้เกิดการแตกตัวหลังจากรับประทานเข้าไป

สี (Color) ช่วยให้เม็ดยาโดยสวยน่ารับประทานขึ้นได้จากธรรมชาติ

สารแต่งรสและสารให้ความหวาน (Flavor และ Sweetener) ใช้เฉพาะในเม็ดเม็ดเขียวมักใช้ฟรักโทส น้ำตาลจากผลไม้

สารเคลือบผิว (Coating material) เป็นสารที่ใช้เพื่อป้องกันเม็ดยาจากความชื้น ช่วยควบรสชาติหรือกลิ่นไม่พึงประสงค์และยังทำให้เม็ดยากลืนง่ายขึ้น ซีน (Zoie) เป็นสารธรรมชาติสกัดจากโปรตีนข้าวโพดมีลักษณะเป็นฟิล์มใสเคลือบภายนอกและบลาซิลแว็กซ์ สารธรรมชาติสกัดจากต้นปาล์ม

สารทำให้แห้ง (Drying agent) เป็นสารช่วยป้องกันไม่ให้วัตถุดิบในวิตามินที่ถูกดูดซับความชื้นในขณะผลิต ซิลิก้าเจลเป็นสารที่มีการนำมาใช้กันบ่อยที่สุด

 

23) การเก็บรักษาและความคงทน

ผลิตภัณฑ์วิตามินและแร่ธาตุเสริมอาหารควรเก็บรักษาในที่แห้งและมืดห่างไกลจากแสงแดด ไม่จำเป็นต้องเก็บในตู้เย็นเพื่อป้องกันความชื้นให้ใส่ข้าว 5-10 เม็ดลงไปที่ก้นขวด วิตามินข้าวจะช่วยดูดซึมความชื้นตามธรรมชาติได้

วิตามินคงอยู่ได้ 2-3 ปีแต่เมื่อเปิดกระปุกแล้วจะคงอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน ร่างกายของเราจะขับสารต่างๆที่รับประทานออกมาทางปัสสาวะในเวลาประมาณ 4 ชั่วโมง โดยเฉพาะวิตามินที่ละลายน้ำ เช่น วิตามินบี และวิตามินซี รับประทานตอนท้องว่างจะถูกขับอย่างรวดเร็วในเวลาเพียง 2 ชั่วโมงหลังรับประทาน นิยมทานพร้อมอาหารหรือหลังอาหาร

 

24) จะรับประทานวิตามินเสริมอาหารเมื่อใดและอย่างไร

ช่วงเวลาหลักในการรับประทานวิตามินคือพร้อมอาหารหรือหลังอาหาร เนื่องจากวิตามินเป็นสารอินทรีย์ควรทานพร้อมอาหารและแร่ธาตุอื่นเพื่อการดูดซึมที่ดีที่สุด

หากต้องทานวิตามินทั้งหมดในเนื้อเดียวควรเลือกมือที่ใหญ่ที่สุดของวัน

และอย่าลืมว่าแร่ธาตุสำคัญอย่างยิ่งต่อการดูดซึมของวิตามิน ควรรับประทานวิตามินและแร่ธาตุพร้อมๆ กัน